หลายคนอาจจะลืมเลือนไปว่าวันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปีเป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ และแม้ว่างานชิ้นนี้จะล่วงเวลามานานทว่าเนื้อหาการสนทนายังคงเป็นประโยชน์ สมสมัย และสามารถเชื่อมโยงสู่การจัดการกับปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย ทั้งต่อกระบวนการสันติภาพ และห้วงเวลาของการเข็น 'ยุทธศาสตร์ชาติ' การจัดตั้งการปรองดองของชาติ ฯลฯ โดยบทความชิ้นนี้ถอดมาจากเวทีวิชาการ “#หนทางไกลสู่สันติภาพ”: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้ ในโอกาสที่สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ [Long Walk to Freedom: Nelson Mandela] ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของแอฟริกาใต้ เรื่องการสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดอง รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในแง่มุมต่าง ๆ
ปี 2010 (2553) สถาบันสันติศึกษาได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ [Long Walk to Freedom: Nelson Mandela] ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของแอฟริกาใต้ เรื่องการสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดอง รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในแง่มุมต่าง ๆ อันเป็นที่มาอย่างสำคัญในการจัดเวทีวิชาการ “หนทางไกลสู่สันติภาพ”: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้ และนี้คือการสร้างพื้นที่ของการเรียนเพื่อเชื่อมโยงรู้เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งจากภาควิชาการ สู่ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน
บทเรียน ‘แอฟริกาใต้’ เพื่อโอกาสแปรเปลี่ยนความขัดแย้งสังคมไทย
ผศ.ดร.ภัทร อัยรักษ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวต้อนรับเพื่อเปิดเวทีวิชาการใจความสำคัญสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการสร้างสันติภาพเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยไม่ว่าภูมิภาคใดก็ตาม การเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองและความขัดแย้งย่อมเกี่ยวข้องกับบริบทซับซ้อน รวมทั้งการดิ้นรนต่อสู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของฝ่ายต่าง ๆ ที่สังคมไทยต้องใช้ความพยายามในระยะยาว
บทเรียนจากประเทศแอฟริกาใต้เป็นบทเรียนที่ทำให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของฝ่ายต่าง ๆ ที่จะสร้างสถาบัน ระบบขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการแบ่งแยกสีผิว การเลือกปฏิบัติ สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการด้านต่าง ๆ ของประชาชนเกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนเดือดร้อนรวมตัวเพื่อล้มล้างนโยบายการเหยียดสีผิว หลังจากที่ดิ้นรนเป็นเวลาหลายปีจนนโยบายดังกล่าวสิ้นสุดลง ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี ‘เนลสัน แมนเดลา’ การสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดองดังกล่าว เรามีบทเรียนที่เรียนรู้ได้มากมาย สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อพลเมืองของไทยในอนาคต ในการจัดการกับความรุนแรงทั้งสถานการณ์ในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
โดยไม่มีความสงสัย การได้เรียนรู้เกี่ยวกับอดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้นั้น เพื่อสะท้อนไปสู่ปฏิบัติการในพื้นที่ของจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานีด้วย เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้ครุ่นคิดถึงกระบวนการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งระยาวในประเทศไทย และกระบวนการสร้างสันติภาพของชายแดนใต้/ปาตานี
………….
อนึ่ง ที่ประชุมของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 (2552) ได้กำหนดให้วันคล้ายวันเกิดของนายแมนเดลา 18 กรกฎาคม เป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ เพื่อให้ความสำคัญต่อบทบาทของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่ต่อสู้เพื่อสันติภาพ มนุษยธรรม ความยุติธรรมทางสังคม และการสร้างความปรองดองแห่งชาติในตลอด 67 ปีที่ผ่านมา ในภารกิจการปลดปล่อยชาวแอฟริกาใต้และนำเอกภาพมาสู่ทวีปแอฟริกา โดยนาย บันคีมูน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ให้ถือ ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ เป็นวันเริ่มปฏิบัติการเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นสาส์นที่ส่งถึงประชาชนทั่วโลกให้เข้าร่วมกระบวนการสร้างสรรค์สันติภาพ เสถียรภาพ และความยุติธรรมทางสังคมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นของขวัญชิ้นพิเศษมอบให้แก่ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่ได้สละตลอดชีวิตของตนเพื่อคุณค่าอันสูงส่งของมนุษย์
“หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้”
ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้”
โดย H.E. Ms. Robina P. Marks เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว
เธอกล่าวว่า: การเกิดขึ้นของเวทีวิชาการ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้” นี้ถือเป็นวันที่สถานฑูตแอฟริกาใต้ และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างความเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้บทเรียนบิดาของประเทศและอดีตประธานาธิบดี 'เนลสัน แมนเดลา'
ขอบคุณสถาบันสันติศึกษาที่มีวิสัยทัศน์สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือและจัดงานครั้งนี้ขึ้นมา ชื่นชมอย่างยิ่งต่อคุณสมาพร แลคโซ ผู้อุทิศตนทุ่มเทแปลหนังสือ (Long Walk to Freedom: Nelson Mandela) (ชื่อภาษาไทย “หนทางไกลสู่เสรีภาพ”) เล่มนี้ ความสามารถของเธอจะพาผู้คนไปสู่คุณภาพชีวิตใหม่ที่ยอดเยี่ยมจากการเรียนรู้ผ่านแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่
ทางสถานฑูตฯ ภูมิใจที่ได้เชื่อมโยงการทำงานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย และการดำรงอยู่อย่างยาวนาน 52 ปี พิสูจน์การเป็นแหล่งบ่มเพาะพลเมืองที่ดีทั้งมีบทบาทนำทางสังคมอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะคำขวัญและจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยที่ ‘ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง’ นั้น การเห็นประโยชน์เพื่อมนุษย์ชาติดังกล่าวเป็นความเชื่อเช่นเดียวกับ 'เนลสัน แมนเดลา' ที่สร้างแก่นแห่งจิตวิญญาณ ‘อูบุนตู’ (Ubuntu) ที่มีความหมายว่า ‘ฉันเป็นฉัน เพราะว่ามีคุณ’ หรือ บุคคลจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคิดและทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั่นเอง
'เนลสัน แมนเดลา’ เคยมาเยือนประเทศไทยหลังถูกปล่อยตัวจากการคุมขังในเรือนจำยาวนานถึง 27 ปี โดยการเชิญของผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ และยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์ท่านได้ทรงชื่นชมต่อบทบาทการสร้างสันติภาพและการปรองดอง หวังว่าวันนี้จะเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งที่ถูกบันทึกเป็นความร่วมมือสร้างประโยชน์ระหว่างประเทศแอฟริกาใต้และประเทศไทย
“แอฟริกาใต้ปรองดองได้อย่างไร?” เมื่อปี 2013 (2556) แมนเดลา: รัฐบุรุษของชาวแอฟริกาใต้ได้จากไป ไม่ใช่เพียงความเศร้าสลดที่ถูกทิ้งไว้ ทว่ายังเป็นพันธะสัญญาที่คนของแอฟริกาใต้จะต้องเดินตามเขา ในฐานะผู้นำที่คนทั่วโลกเคารพนับถือ มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ทั้งในศตวรรษที่ 20-21 ในช่วงชีวิตที่ ‘เนลสัน แมนเดลา’ มีชีวิตอยู่ได้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตำนานให้แก่คนทั่วโลก
หลังจากบิดาแห่งประเทศเราได้เสียชีวิต กิจกรรมในการแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านสังคมของแอฟริกาใต้ถือเป็นภารกิจที่เราจะบอกเล่าให้ทั่วโลกได้รับทราบ กรอบคิดที่อยากแลกเปลี่ยนวาระนี้ คือ แนวคิดเรื่องการใช้ ‘อำนาจอ่อน’ หรือ ‘อำนาจที่ไม่เป็นทางการ’ (soft power) หรือ ‘อำนาจในการโน้มน้าวชักจูง’ ของศ.ดร.โจเซฟ เนย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงกลาโหม แห่งสหรัฐอเมริกา คำนิยมที่ใช้คือ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ ก็น่าจะตรงกับการดำเนินการทางการฑูตของแอฟริกาใต้ด้วย
ศ.ดรโจเซฟ เนย์ บอกว่า ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ (soft power) คือความสามารถของประเทศในการสร้างอิทธิพลกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านการโน้มน้าวจูงใจ ประเทศใดที่มีการใช้อำนาจลักษณะนี้ แสดงว่าเป็นประเทศที่มีสถาบัน ค่านิยม ระบบที่ชื่นชมยกย่องประเทศอื่น
เราต้องการสร้างกรอบการอธิบายวิธีคิดของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ด้วยบริบทคำอธิบายว่าด้วยเรื่องการใช้ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ (soft power) และคิดถึงอิทธิพลของแมนเดลาในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ สันติภาพ อิสรภาพของความยุติธรรม และมนุษยชน รวมทั้งการได้คืนมาของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เวลา 27 ที่อยู่ในเรือนจำ การดิ้นรนสู้เพื่ออิสรภาพ และกลายมาเป็นคุณค่าที่องค์การสหประชาติชาติยกย่องให้เป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ 18 กรกฎาคมของทุกปี
‘เนลสัน แมนเดลา’ เป็นบิดาของชาติและเป็นบุตรชายของแอฟริกาใต้ เป็นพลเมืองอันโดดเด่นของโลก ซึ่งมีการเฉลิมฉลองรำลึกถึงชีวิตและผลงานของเขาไปทั่วโลก โดยข้อเท็จจริงแล้วมีหลายสิ่งที่ตั้งชื่อตาม ‘เนลสัน แมนเดลา’ เพราะได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาว ทั้งผิวขาว ผิวดำ คนในประเทศและต่างประเทศ จากความมุ่งมั่นเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และเป็นผู้ที่มีความสม่ำเสมอในแนวทางปฏิบัตินิยมมายาวนานแล้ว ก่อนที่โลกจะได้รู้จักเขา
ทว่าสิ่งที่น่าประทับใจ คือนิสัยของท่านเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ ที่มีความเป็นประชาธิปไตย ตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันของผู้คน ทำให้ประเทศของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว สิ่งที่หยั่งรากลึกมากที่สุดที่ทิ้งไว้ให้แก่ประชาชนแอฟริกาใต้ คือ การเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่เสมอจนเป็นแบบอย่างแก่ทั่วโลก
แอฟริกาใต้อยู่แถวหน้าการถูกบอกว่าเป็นประเทศที่มีความอดทนอดกลั้นในการต่อต้านการใช้ความรุนแรง ดูแลตนเองทั่วทั้งทวีป จนได้รับการยอมรับเข้ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี 20 (Group of Twenty Finance Ministers and Central Bank Governors) เป็นสมาชิกสองครั้ง ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สามารถจัดงานฟุตบอลโลกเมื่อปี 2010 (2553) และยังเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ กําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หรือ ‘บริคส์’ (BRICS) เป็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่ประกอบด้วย จีน อินเดีย บราซิล รวมทั้งแอฟริกใต้นั่นเอง เป็นกลุ่มประเทศที่บริหารจัดการหุ้นส่วนของการปกครองระดับโลก
ทุกวันนี้ แอฟริกาใต้แตกต่างไปมากมายจากอดีตที่เคยแบ่งแยกสีผิว คนดำไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในสถาบัน การแบ่งแยกการสมรส และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ สิ่งเหล่านี้มีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องเพื่อมนุษยชาติ เหล่านี้คือมรดกจากคุณค่าการทำงานหนักและมุ่งมั่นของท่าน
เราระลึกถึงหลักการใช้ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ ในวันที่ระลึกถึงท่าน เพื่อนำไปสู่การสร้างสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการปรองดอง มีการส่งเสริมค่านิยมของท่านมองโลกเหมือนที่ท่านมอง และได้ยินเสียงเหมือนท่าน เพื่อทำให้ทุกวันเป็นเหมือนกับ ‘วันของเนลสัน แมนเดลา’.
จะแปรความขัดแย้งเป็นยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างไร?
“แม้ล้มนโยบายแบ่งแยกสีิผิวลงแล้ว แต่ถ้าไม่สามารถแก้และจัดการทัศนคติได้ ตราบนั้น ความอยุติธรรมก็ยังดำรงอยู่ นโยบายเป็นเรื่องจำเป็นก็จริง แต่ไม่เพียงพอการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า”
นี้คือหัวใจสำคัญจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างท่านเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยและผู้เข้าร่วมเสวนา หลังการกล่าวปาฐกถาจบ โดยสาระอื่น ๆ สรุปความได้ดังนี้
จุดเปลี่ยนของ 'เนลสัน แมนเดลา’ จากนักโทษ ผู้ถูกกดขี่ไปสู่นักสร้างสันติภาพ “คือ การใช้เวลาในเรือนจำฝึกทำสมาธิทุกวันในช่วงเวลายากลำบาก ไตร่ตรองจากข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีประโยชน์ในการสร้างความขุ่นเคืองอีกต่อไป การโกรธ การสร้างความไม่พอใจคือการกลืนยาพิษ การทำเช่นนั้นคือการยึดติดกับความไม่พอใจ ไม่ได้ช่วยให้พัฒนาวิสัยทัศน์ในการสร้างและพัฒนาประเทศ” การสำนึกดังกล่าวเปลี่ยนความโกรธให้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างชาติ ลืมอดีต ด้วยแอฟริกาใต้เป็นของทุกคน ไม่ว่าเป็นสีผิว เพศ คนพิการ หรือคนสมบูรณ์ “แปรความโกรธจากห้องขังเล็ก ๆ คิดถึงประโยชน์ของแอฟริกาใต้เป็นที่ตั้งก่อน”
ในพื้นที่ประชาธิปไตย คนก็ยังมีทัศนคติจำฝังใจได้ ถ้าอัตลักษณ์ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นพื้นฐานให้เกิดการริดรอนสิทธิ์ แม้นโยบายการเหยียดผิวล้มล้างไปแล้ว ทุกพื้นที่มีเสรีภาพเสมอภาคเท่ากันในเชิงหลักการ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ คือการลืมความโกรธคนผิวขาว การใช้ชีวิตประจำวันในบางสถานที่ก็ต้องประเมินความสบายใจด้วย เพราะเราเป็นลูกของคนที่ถูกประสบการณ์เหยียดผิว ถูกจองจำ ต้องต่อสู้ แต่อย่างไม่เป็นทางการคนก็จำได้ วันนี้แอฟริกาใต้ยังมีบรรยากาศที่ไม่สบายใจระหว่างสองสีผิว “เมื่อมองว่าคนเท่าเทียมกัน สิทธิทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจมากในประเทศของเรา”
สำหรับแรงบันดาลใจของ 'เนลสัน แมนเดลา’ กลายเป็นนักสร้างสันติ นักต่อสู้ มาจากการยอมรับไม่ได้ที่เห็นคนผิวดำเป็นขอทานตามท้องถนน ถูกกีดกันการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการทุกประการในชีวิตประจำวัน เขาไม่สามาถทนความอยุติธรรรมเหล่านั้นได้ โดยแปรเปลี่ยนความโกรธความเกลียดชังเป็นความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อการอยู่ร่วมกัน รวมตัวกัน มีสิทธิเสียง พูดออกมาให้ได้เมื่อเห็นความอยุติธรรม
'เนลสัน แมนเดลา’ เป็นนักกฎหมายผิวดำคนแรก ๆ เปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเป็นสิทธิ เป็นนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอของเรา (ท่านเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย) โปรดใช้หัวใจและสมองของคุณ นำทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ ผนวกคุณค่าเข้ามารวมกันให้ได้ จงลุกขึ้นเป็นตัวแทนของผู้คน ทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้เปลี่ยนแปลงได้ โดยทำตัวเองเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ เช่นการตั้งคำถามที่ท้าทายสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิคนข้ามเพศ สิทธิผู้หญิง การเรียกร้องความเท่าเทียมกันในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งนี้ รูปแบบของอำนาจในเชิงสถาบันไม่ได้สะท้อนความเท่าเทียมกันจำเป็นต้องมีความรู้เชิงวิพากษ์ เมื่อเป็นนักศึกษาและบุคลากรหนึ่งในมหาวิทยาลัยติดอันดับสิบของประเทศและโลก ต้องถามว่าเราจะทำประโยชน์อะไรให้สังคม ชุมชน ทุกคนสามารถเป็น 'เนลสัน แมนเดลา’ โดยสำนึกใช้พลังของคุณสู่ผู้อื่น สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นต่อไป.
“แม้ล้มนโยบายแบ่งแยกสีิผิวลงแล้ว แต่ถ้าไม่สามารถแก้และจัดการทัศนคติได้ ตราบนั้น ความอยุติธรรมก็ยังดำรงอยู่ นโยบายเป็นเรื่องจำเป็นก็จริง แต่ไม่เพียงพอการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น