ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้

หลายคนอาจจะลืมเลือนไปว่าวันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปีเป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ และแม้ว่างานชิ้นนี้จะล่วงเวลามานานทว่าเนื้อหาการสนทนายังคงเป็นประโยชน์ สมสมัย และสามารถเชื่อมโยงสู่การจัดการกับปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย ทั้งต่อกระบวนการสันติภาพ และห้วงเวลาของการเข็น 'ยุทธศาสตร์ชาติ' การจัดตั้งการปรองดองของชาติ ฯลฯ โดยบทความชิ้นนี้ถอดมาจากเวทีวิชาการ “#หนทางไกลสู่สันติภาพ”: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้ ในโอกาสที่สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ [Long Walk to Freedom: Nelson Mandela] ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของแอฟริกาใต้ เรื่องการสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดอง รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในแง่มุมต่าง ๆ 
ปี 2010 (2553) สถาบันสันติศึกษาได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ [Long Walk to Freedom: Nelson Mandela] ขึ้นมา  เพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของแอฟริกาใต้ เรื่องการสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดอง รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในแง่มุมต่าง ๆ  อันเป็นที่มาอย่างสำคัญในการจัดเวทีวิชาการ “หนทางไกลสู่สันติภาพ”:  อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้  และนี้คือการสร้างพื้นที่ของการเรียนเพื่อเชื่อมโยงรู้เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งจากภาควิชาการ สู่ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน

บทเรียน ‘แอฟริกาใต้’ เพื่อโอกาสแปรเปลี่ยนความขัดแย้งสังคมไทย

ผศ.ดร.ภัทร อัยรักษ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวต้อนรับเพื่อเปิดเวทีวิชาการใจความสำคัญสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการสร้างสันติภาพเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยไม่ว่าภูมิภาคใดก็ตาม การเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองและความขัดแย้งย่อมเกี่ยวข้องกับบริบทซับซ้อน รวมทั้งการดิ้นรนต่อสู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของฝ่ายต่าง ๆ ที่สังคมไทยต้องใช้ความพยายามในระยะยาว  
บทเรียนจากประเทศแอฟริกาใต้เป็นบทเรียนที่ทำให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของฝ่ายต่าง ๆ ที่จะสร้างสถาบัน ระบบขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการแบ่งแยกสีผิว การเลือกปฏิบัติ สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการด้านต่าง ๆ ของประชาชนเกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนเดือดร้อนรวมตัวเพื่อล้มล้างนโยบายการเหยียดสีผิว หลังจากที่ดิ้นรนเป็นเวลาหลายปีจนนโยบายดังกล่าวสิ้นสุดลง ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี ‘เนลสัน แมนเดลา’ การสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดองดังกล่าว เรามีบทเรียนที่เรียนรู้ได้มากมาย สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อพลเมืองของไทยในอนาคต ในการจัดการกับความรุนแรงทั้งสถานการณ์ในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ  
โดยไม่มีความสงสัย การได้เรียนรู้เกี่ยวกับอดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้นั้น เพื่อสะท้อนไปสู่ปฏิบัติการในพื้นที่ของจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานีด้วย เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้ครุ่นคิดถึงกระบวนการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งระยาวในประเทศไทย และกระบวนการสร้างสันติภาพของชายแดนใต้/ปาตานี
………….
อนึ่ง ที่ประชุมของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 (2552) ได้กำหนดให้วันคล้ายวันเกิดของนายแมนเดลา 18 กรกฎาคม เป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ เพื่อให้ความสำคัญต่อบทบาทของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่ต่อสู้เพื่อสันติภาพ มนุษยธรรม ความยุติธรรมทางสังคม และการสร้างความปรองดองแห่งชาติในตลอด 67 ปีที่ผ่านมา ในภารกิจการปลดปล่อยชาวแอฟริกาใต้และนำเอกภาพมาสู่ทวีปแอฟริกา โดยนาย บันคีมูน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ให้ถือ ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ เป็นวันเริ่มปฏิบัติการเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นสาส์นที่ส่งถึงประชาชนทั่วโลกให้เข้าร่วมกระบวนการสร้างสรรค์สันติภาพ เสถียรภาพ และความยุติธรรมทางสังคมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นของขวัญชิ้นพิเศษมอบให้แก่ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่ได้สละตลอดชีวิตของตนเพื่อคุณค่าอันสูงส่งของมนุษย์

“หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้”

ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้”

โดย H.E. Ms. Robina P. Marks เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว
เธอกล่าวว่า: การเกิดขึ้นของเวทีวิชาการ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้” นี้ถือเป็นวันที่สถานฑูตแอฟริกาใต้ และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างความเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้บทเรียนบิดาของประเทศและอดีตประธานาธิบดี 'เนลสัน แมนเดลา'  
ขอบคุณสถาบันสันติศึกษาที่มีวิสัยทัศน์สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือและจัดงานครั้งนี้ขึ้นมา ชื่นชมอย่างยิ่งต่อคุณสมาพร แลคโซ ผู้อุทิศตนทุ่มเทแปลหนังสือ (Long Walk to Freedom: Nelson Mandela) (ชื่อภาษาไทย “หนทางไกลสู่เสรีภาพ”) เล่มนี้ ความสามารถของเธอจะพาผู้คนไปสู่คุณภาพชีวิตใหม่ที่ยอดเยี่ยมจากการเรียนรู้ผ่านแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่  
ทางสถานฑูตฯ ภูมิใจที่ได้เชื่อมโยงการทำงานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย และการดำรงอยู่อย่างยาวนาน 52 ปี พิสูจน์การเป็นแหล่งบ่มเพาะพลเมืองที่ดีทั้งมีบทบาทนำทางสังคมอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะคำขวัญและจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยที่ ‘ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง’ นั้น การเห็นประโยชน์เพื่อมนุษย์ชาติดังกล่าวเป็นความเชื่อเช่นเดียวกับ 'เนลสัน แมนเดลา' ที่สร้างแก่นแห่งจิตวิญญาณ ‘อูบุนตู’ (Ubuntu) ที่มีความหมายว่า ‘ฉันเป็นฉัน เพราะว่ามีคุณ’ หรือ บุคคลจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคิดและทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั่นเอง  
'เนลสัน แมนเดลา’ เคยมาเยือนประเทศไทยหลังถูกปล่อยตัวจากการคุมขังในเรือนจำยาวนานถึง 27 ปี โดยการเชิญของผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ และยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์ท่านได้ทรงชื่นชมต่อบทบาทการสร้างสันติภาพและการปรองดอง หวังว่าวันนี้จะเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งที่ถูกบันทึกเป็นความร่วมมือสร้างประโยชน์ระหว่างประเทศแอฟริกาใต้และประเทศไทย
“แอฟริกาใต้ปรองดองได้อย่างไร?” เมื่อปี 2013 (2556) แมนเดลา: รัฐบุรุษของชาวแอฟริกาใต้ได้จากไป ไม่ใช่เพียงความเศร้าสลดที่ถูกทิ้งไว้ ทว่ายังเป็นพันธะสัญญาที่คนของแอฟริกาใต้จะต้องเดินตามเขา ในฐานะผู้นำที่คนทั่วโลกเคารพนับถือ มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ทั้งในศตวรรษที่ 20-21 ในช่วงชีวิตที่ ‘เนลสัน แมนเดลา’ มีชีวิตอยู่ได้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตำนานให้แก่คนทั่วโลก
หลังจากบิดาแห่งประเทศเราได้เสียชีวิต กิจกรรมในการแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านสังคมของแอฟริกาใต้ถือเป็นภารกิจที่เราจะบอกเล่าให้ทั่วโลกได้รับทราบ กรอบคิดที่อยากแลกเปลี่ยนวาระนี้ คือ แนวคิดเรื่องการใช้ ‘อำนาจอ่อน’ หรือ ‘อำนาจที่ไม่เป็นทางการ’ (soft power) หรือ ‘อำนาจในการโน้มน้าวชักจูง’ ของศ.ดร.โจเซฟ เนย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงกลาโหม แห่งสหรัฐอเมริกา คำนิยมที่ใช้คือ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ ก็น่าจะตรงกับการดำเนินการทางการฑูตของแอฟริกาใต้ด้วย
ศ.ดรโจเซฟ เนย์ บอกว่า ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ (soft power) คือความสามารถของประเทศในการสร้างอิทธิพลกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านการโน้มน้าวจูงใจ ประเทศใดที่มีการใช้อำนาจลักษณะนี้ แสดงว่าเป็นประเทศที่มีสถาบัน ค่านิยม ระบบที่ชื่นชมยกย่องประเทศอื่น  
เราต้องการสร้างกรอบการอธิบายวิธีคิดของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ด้วยบริบทคำอธิบายว่าด้วยเรื่องการใช้ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ (soft power) และคิดถึงอิทธิพลของแมนเดลาในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ สันติภาพ อิสรภาพของความยุติธรรม และมนุษยชน รวมทั้งการได้คืนมาของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เวลา 27 ที่อยู่ในเรือนจำ การดิ้นรนสู้เพื่ออิสรภาพ และกลายมาเป็นคุณค่าที่องค์การสหประชาติชาติยกย่องให้เป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ 18 กรกฎาคมของทุกปี  
‘เนลสัน แมนเดลา’ เป็นบิดาของชาติและเป็นบุตรชายของแอฟริกาใต้ เป็นพลเมืองอันโดดเด่นของโลก ซึ่งมีการเฉลิมฉลองรำลึกถึงชีวิตและผลงานของเขาไปทั่วโลก โดยข้อเท็จจริงแล้วมีหลายสิ่งที่ตั้งชื่อตาม ‘เนลสัน แมนเดลา’ เพราะได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาว ทั้งผิวขาว ผิวดำ คนในประเทศและต่างประเทศ จากความมุ่งมั่นเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และเป็นผู้ที่มีความสม่ำเสมอในแนวทางปฏิบัตินิยมมายาวนานแล้ว ก่อนที่โลกจะได้รู้จักเขา  
ทว่าสิ่งที่น่าประทับใจ คือนิสัยของท่านเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ ที่มีความเป็นประชาธิปไตย ตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันของผู้คน ทำให้ประเทศของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว สิ่งที่หยั่งรากลึกมากที่สุดที่ทิ้งไว้ให้แก่ประชาชนแอฟริกาใต้ คือ การเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่เสมอจนเป็นแบบอย่างแก่ทั่วโลก  
แอฟริกาใต้อยู่แถวหน้าการถูกบอกว่าเป็นประเทศที่มีความอดทนอดกลั้นในการต่อต้านการใช้ความรุนแรง ดูแลตนเองทั่วทั้งทวีป จนได้รับการยอมรับเข้ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี 20 (Group of Twenty Finance Ministers and Central Bank Governors) เป็นสมาชิกสองครั้ง ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สามารถจัดงานฟุตบอลโลกเมื่อปี 2010 (2553) และยังเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ กําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หรือ ‘บริคส์’ (BRICS) เป็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่ประกอบด้วย จีน อินเดีย บราซิล รวมทั้งแอฟริกใต้นั่นเอง เป็นกลุ่มประเทศที่บริหารจัดการหุ้นส่วนของการปกครองระดับโลก
ทุกวันนี้ แอฟริกาใต้แตกต่างไปมากมายจากอดีตที่เคยแบ่งแยกสีผิว คนดำไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในสถาบัน การแบ่งแยกการสมรส และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ สิ่งเหล่านี้มีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องเพื่อมนุษยชาติ เหล่านี้คือมรดกจากคุณค่าการทำงานหนักและมุ่งมั่นของท่าน
เราระลึกถึงหลักการใช้ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ ในวันที่ระลึกถึงท่าน เพื่อนำไปสู่การสร้างสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการปรองดอง มีการส่งเสริมค่านิยมของท่านมองโลกเหมือนที่ท่านมอง และได้ยินเสียงเหมือนท่าน เพื่อทำให้ทุกวันเป็นเหมือนกับ ‘วันของเนลสัน แมนเดลา’.

จะแปรความขัดแย้งเป็นยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างไร?

“แม้ล้มนโยบายแบ่งแยกสีิผิวลงแล้ว แต่ถ้าไม่สามารถแก้และจัดการทัศนคติได้ ตราบนั้น ความอยุติธรรมก็ยังดำรงอยู่ นโยบายเป็นเรื่องจำเป็นก็จริง แต่ไม่เพียงพอการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า”
นี้คือหัวใจสำคัญจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างท่านเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยและผู้เข้าร่วมเสวนา หลังการกล่าวปาฐกถาจบ โดยสาระอื่น ๆ สรุปความได้ดังนี้  
จุดเปลี่ยนของ 'เนลสัน แมนเดลา’ จากนักโทษ ผู้ถูกกดขี่ไปสู่นักสร้างสันติภาพ “คือ การใช้เวลาในเรือนจำฝึกทำสมาธิทุกวันในช่วงเวลายากลำบาก ไตร่ตรองจากข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีประโยชน์ในการสร้างความขุ่นเคืองอีกต่อไป การโกรธ การสร้างความไม่พอใจคือการกลืนยาพิษ การทำเช่นนั้นคือการยึดติดกับความไม่พอใจ ไม่ได้ช่วยให้พัฒนาวิสัยทัศน์ในการสร้างและพัฒนาประเทศ” การสำนึกดังกล่าวเปลี่ยนความโกรธให้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างชาติ ลืมอดีต ด้วยแอฟริกาใต้เป็นของทุกคน ไม่ว่าเป็นสีผิว เพศ คนพิการ หรือคนสมบูรณ์ “แปรความโกรธจากห้องขังเล็ก ๆ คิดถึงประโยชน์ของแอฟริกาใต้เป็นที่ตั้งก่อน”
ในพื้นที่ประชาธิปไตย คนก็ยังมีทัศนคติจำฝังใจได้ ถ้าอัตลักษณ์ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นพื้นฐานให้เกิดการริดรอนสิทธิ์ แม้นโยบายการเหยียดผิวล้มล้างไปแล้ว ทุกพื้นที่มีเสรีภาพเสมอภาคเท่ากันในเชิงหลักการ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ คือการลืมความโกรธคนผิวขาว การใช้ชีวิตประจำวันในบางสถานที่ก็ต้องประเมินความสบายใจด้วย เพราะเราเป็นลูกของคนที่ถูกประสบการณ์เหยียดผิว ถูกจองจำ ต้องต่อสู้ แต่อย่างไม่เป็นทางการคนก็จำได้ วันนี้แอฟริกาใต้ยังมีบรรยากาศที่ไม่สบายใจระหว่างสองสีผิว “เมื่อมองว่าคนเท่าเทียมกัน สิทธิทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจมากในประเทศของเรา”
สำหรับแรงบันดาลใจของ 'เนลสัน แมนเดลา’ กลายเป็นนักสร้างสันติ นักต่อสู้ มาจากการยอมรับไม่ได้ที่เห็นคนผิวดำเป็นขอทานตามท้องถนน ถูกกีดกันการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการทุกประการในชีวิตประจำวัน เขาไม่สามาถทนความอยุติธรรรมเหล่านั้นได้ โดยแปรเปลี่ยนความโกรธความเกลียดชังเป็นความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อการอยู่ร่วมกัน รวมตัวกัน มีสิทธิเสียง พูดออกมาให้ได้เมื่อเห็นความอยุติธรรม
'เนลสัน แมนเดลา’ เป็นนักกฎหมายผิวดำคนแรก ๆ เปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเป็นสิทธิ เป็นนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอของเรา (ท่านเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย) โปรดใช้หัวใจและสมองของคุณ นำทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ ผนวกคุณค่าเข้ามารวมกันให้ได้ จงลุกขึ้นเป็นตัวแทนของผู้คน ทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้เปลี่ยนแปลงได้ โดยทำตัวเองเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ เช่นการตั้งคำถามที่ท้าทายสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิคนข้ามเพศ สิทธิผู้หญิง การเรียกร้องความเท่าเทียมกันในแง่มุมต่าง ๆ  ทั้งนี้ รูปแบบของอำนาจในเชิงสถาบันไม่ได้สะท้อนความเท่าเทียมกันจำเป็นต้องมีความรู้เชิงวิพากษ์ เมื่อเป็นนักศึกษาและบุคลากรหนึ่งในมหาวิทยาลัยติดอันดับสิบของประเทศและโลก ต้องถามว่าเราจะทำประโยชน์อะไรให้สังคม ชุมชน ทุกคนสามารถเป็น 'เนลสัน แมนเดลา’ โดยสำนึกใช้พลังของคุณสู่ผู้อื่น สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นต่อไป.

เสวนาหนังสือ:“บทเรียนจากอัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ กับการเดินทางสู่เสรีภาพที่ไม่ง่ายดาย”

แอฟริกาใต้ผ่านช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านทางสังคมอย่างยาวนาน จากที่เคยมีนโยบายการแบ่งแยกสีผิวและเชื้อชาติที่เรียกว่า ‘อพาร์ไทด์’ (apartheid) กุมอำนาจโดยคนผิวขาว แม้จะมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม กลับวางกฎเกณฑ์กีดกัน ‘คนผิวสี’ อย่างมาก จำกัดการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง แบ่งแยกส่วนคนขาวและคนดำชัดเจน สร้างแรงโกรธแค้นจนเกิดการประทุต่อสู้ระหว่างปี 1960 - 1970 อย่างเข้มข้น และมีการปราบปรามแกนนำการประท้วง หนึ่งในนั้นคือ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่กลายมาเป็นประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้และเป็นผู้นำสีผิวคนแรก กว่าจะเดินทางมาสู่ช่วงเวลาปราศจากการแบ่งแยกและเป็นประชาธิปไตยใช้เวลาในการเดินทางไกล สูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก
‘เนลสัน แมนเดลา’ เกิด 18 กรกฎาคม 1918 (2461) เป็นเชื้อสายของราชวงศ์ที่ปกครองแคว้นอิสระ จบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ทำงานเป็นทนายความให้สำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งเน้นการว่าความให้แก่คนผิวดำที่ถูกริดรอนสิทธิ์ อีกบทบาทหนึ่งเขาเป็นนักรณรงค์เคลื่อนไหวที่ยึดแนวทางสันติวิธีจนเมื่อสถานการณ์เข้มข้นก็นำตนเองและองค์กรเอเอ็นซีเข้าสู้ในสงครามกลางเมือง เปลี่ยนบทบาทผู้นำสันติวิธีสู่กองกำลังติดอาวุธ ถูกจำคุกอยู่ 27 ปี แต่การต่อสู้มีจุดเด่นอัตชีวประวัติของเขาได้เปิดพื้นที่ให้เห็นบทบาทการต่อสู้ของชาวแอฟริกาผ่านตัวเขา จนกระทั่งเขาเสียชีวิตเมื่ออายุ 95 ปี ในปี 2013 (2556)
เราจะเรียนรู้ประสบการณ์การเดินทางของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ผ่านสามมุมมองจาก
  1. สมาพร แลคโซ ผู้แปลหนังสืออัตชีวประวัติ Long Walk to Freedom  
  2. รชฏ ศาสตราวุธ อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอ. วิทยาเขตปัตตานี
  3. อภิชญา โออินทร์ ศูนย์จัดการความขัดแย้ง สถาบันสันติศึกษา มอ. หาดใหญ่
โดยมีเนื้อหาน่าติดตามและสร้างความน่าสนใจในการ ‘อ่าน’ หนทางไกลสู่เสรีภาพ มากยิ่งขึ้น ……………………………….

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โครงงาน IS1

                                         โครงงาน IS1                      เรื่อง       การเรียนภาษาที่สองให้ประสบความสำเร็จ                                                                    จัดทำโดย                                                   นส. สานันทินี แก้วพวง เลขที่ 10                                                            ชั้นมัธยมศึกษาปีที่...

สนธิสัญญาโตเกียว

สนธิสัญญาโตเกียว ต้นเหตุเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่2 เกิดจากในยุโรป ณ ขณะนั้น เริ่มมีกลิ่นอายของสงคราม โดยฝรั่งเศส เห็นความเคลื่อนไหว ของทางฝั่งเยอรมันนี ศัตรูตัวเอ้ ของตน ที่กำลังซ่องสุมกำลังพล เพื่อแก้แค้นจากการที่ถูกฝรั่งเศส และชาติพันธมิตรของฝรั่งเศสกดขี่ข่มเหงด้านต่างๆ ทั้งด้านการทหาร ทรัพยากร เศรษกิจ และค่าปรับจากปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล จากการฝ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่1 ทำให้เกิดภาวะเงินที่เฟื้อสูงมาก เงินค่าเงินมาร์คแทบจะไร้ค่า ผู้คนเยอรมันพากันอดยาก ยากแค้น เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งมีนายอด๊าฟ อิตเลอร์ ชาวออสเตรีย สัญชาติเยอรมัน ผู้นำแห่งพรรคนาซี เข้ามาเป็นความหวังใหม่ขึ้นมา เขาผู้นี้นำพรรคนาซีก้าวขึ้นเป็นรัฐบาล สร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งถนน หนทางทางรถไฟ สถานที่ราชการ สนามกีฬาเพื่อจัดกีฬาโอลิมปิก รถยนต์ของประชาชน นามโฟร์ก สวาเกนซ์ โดยยึดแนวคิดสังคมนิยม และการกำหนดนโยบายให้รัฐตัวจักรสำคัญเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างชาติรัฐขึ้นมาใหม่ และในขณะเดียวกันก็ได้ทำการแอบซ่องสุมฝึกฝนคนของตน ให้เข้มแข็ง มีระเบียบวินัย เพื่อใช้ทางการทหารแอบแฝง แม้เมื่อเกิดสงครามก็แปรเปลี่...

แบบจำลองอะตอม

แบบจำลองอะตอม วิวัฒนาการของแบบจำลองอะตอมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีดังนี้ แบบจำลองอะตอมของดอลตัน แบบจำลองอะตอมของทอมสัน แบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอรด์ แบบจำลองอะตอมของโบร์ แบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก แบบจำลองอะตอมของดอลตัน เป็น "ทรงกลมตันมีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งแบ่งแยกไม่ได้" ทฤษฎีอะตอมของจอห์นดอลตัน 1. สารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่สุดเรียกว่า "อะตอม" 2. อะตอมจะไม่สามารถแบ่งแยกได้ และไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ 3. อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันจะมีสมบัติเหมือนกันทุกประการ 4. อะตอมของธาตุต่างกันจะมีสมบัติต่างกัน 5. ธาตุตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปสามารถรวมตัวกันเกิดเป็นสารประกอบ โดยมีอัตราส่วนการรวมตัวเป็นตัวเลขอย่างง่าย เช่น CO CO2 แบบจำลองอะตอมของทอมสัน 1. อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลม 2. อะตอมประกอบด้วยอนุภาคอิเล็กตรอนที่มีประจุเป็นลบ อนุภาคโปรตรอนมีประจุเป็นบวก 3. อะตอมจะมีโปรตรอนและอิเล็กตรอนกระจายอยู่ทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ อะตอมเป็นกลางทางไฟฟ้า เพราะ มีจำนวนประจุบวกเท่ากับประจุลบ แบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด "อะตอมจะประกอบด้วยนิวเคลียสที่มีโปรตอนรวมตัวกันอยู่อย่างหน...